วัฒนธรรมราษฎร์

วัฒนธรรมราษฎร์

.             วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเป็นไปที่ก่อให้เกิดแบบแผนปฏิบัติหรือวัฒนธรรมไทยนั้น เริ่มต้นที่หน่วยเล็กที่สุดในสังคม คือ ปัจเจกบุคคลไปถึงกลุ่มคน และสิ่งแวดล้อมรอบตัวคน วัฒนธรรมจะพัฒนาได้ก็ต้องอาศัยการพัฒนาส่วนประกอบย่อยเหล่านี้อย่างเหมาะสม ถูกกาละเทศะ และถูกทิศทาง

.             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาภาพชีวิตของราษฎรไทย
โดยเฉพาะชาวชนบทในทุกด้านดังกล่าวคือ

– พัฒนาคน
– พัฒนาสังคม
– พัฒนาสิ่งแวดล้อม

.             โครงการ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพระราชกรณียกิจ พระราชประสงค์และพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อพัฒนางานวัฒนธรรม มีมากมายสุดที่จะนำมากล่าว และขอนำเสนอพอสังเขป ดังนี้

พัฒนาคน

๑. บทบาทต่อเด็กและเยาวชน

.             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีเมตตาอย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชน โดยถือเอากิจการเพื่อเด็กและเยาวชนเป็นหัวใจของชาติในอนาคต การประทานปริญญาบัตร โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ซึ่งเคยพระราชปรารภว่า การเรียนรู้ในเรื่องราวและวิชาการสาขาต่างๆ โดยกว้างขวางเป็นเหตุให้เกิดความรู้ ความคิด และความฉลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ช่วยให้บุคคลสามารถสร้างประโยชน์สุข สร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตนเองทั้งแก่สังคม และบ้านเมืองอันเป็นที่พึงอาศัยได้ ทุกคนจึงควรมีโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้ได้ตามความประสงค์และกำลังความสามารถ โดยทั่วกัน

๒. บทบาทต่อสตรี

.             แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดชจะทรงมีพระราชกรณียกิจที่ต้อง เร่งปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาประเทศอยู่มากมาย จนแทบไม่น่าเชื่อว่าปัจเจกบุคคลผู้หนึ่ง จะสามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งเช่นนั้นไว้ได้ กระนั้นพระองค์ก็ยังไม่ละเลยบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาสตรี แม้จะมิได้ทรงดำเนินการเอง ก็ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระราชธิดาทรงรับพระราชภาระแทน ดังเช่นโครงการศิลปาชีพ โครงการอาชีพเสริมแก่กลุ่มสตรี ซึ่งมีพระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตอนหนึ่งว่า “…จุดเริ่มต้นของศิลปาชีพนั้นมาจากพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยมีพระราชประสงค์สนับสนุนให้ราษฎรในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากการคมนาคม มีการพัฒนาตนเองและพึ่งตนเองได้ในหมู่บ้าน เรียกกันว่า หมู่บ้านเบ็ดเสร็จ ทรงช่วยเหลือทางด้านแหล่งน้ำ ด้านการเกษตรให้ชาวบ้านสามารถปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ มีธนาคารข้าวในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าก็ไปช่วยด้านครอบครัว ให้ชาวบ้านทอผ้า เย็บผ้า เป็นช่างไม้ ช่างแกะสลัก ผลิตเครื่องปั้นดินเผาและทำงานฝีมือต่างๆ …”

๓. บทบาทต่อชาวเขา

.             ชาวไทยภูเขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาอยู่ในเขตแดนไทยกว่าร้อยปีมาแล้ว มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และเนื่องจากตั้งหลักแหล่งอยู่บนยอดดอยที่สลับซับซ้อน จึงห่างไกลจากอารยธรรมของสังคมเมือง และยากที่รัฐจะเข้าไปควบคุมวิถีความเป็นอยู่ให้บรรทัดฐานเดียวกับชาวไทยพื้นราบทั่วไป ปัญหาชาวเขาเผาป่าทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น จึงเป็นปัญหาเรื้อรังให้ทางการคอยสอดส่องปราบปรามอยู่ในสมัยหนึ่ง

.             พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีเมตตาต่อชาวไทยภูเขาไม่ต่างจากที่มีเมตตาต่อทวยราษฎร์ทั่วไป ดังเช่นพระราชดำรัสถึงประโยชน์ของโครงการหลวง “…เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขาที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง ที่มีโครงการนี้จุดประสงค์อย่างหนึ่งก็คือ มนุษยธรรม หมายถึง ให้ผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร สามารถที่จะมีความรู้และพยุงตัวมีความเจริญได้ อีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องช่วยในทางที่ทุกคนเห็นว่าควรจะช่วยเพราะเป็นปัญหาใหญ่ ก็คือ ปัญหายาเสพติด คือ ฝิ่น ทำให้นโยบายการระงับการปราบปรามการสูบฝิ่น และการค้าฝิ่นได้ผลดี อันนี้เป็นผลอย่างหนึ่งผลอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ ชาวเขาเป็นผู้ที่ทำการเพาะปลูกโดยวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองของเราไปสู่หายนะ ได้ โดยที่ถางป่าแล้วปลูกโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขาก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี ความอยู่ดีกินดีและความปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ เพราะถ้าสามารถทำโครงการนี้ได้สำเร็จ ให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สามารถที่จะอยู่ดีกินดีพอสมควร และสนับสนุนนโยบายที่จะรักษาป่าไม้ รักษาดินให้เป็นประโยชน์ต่อไป ประโยชน์อันนี้จะยั่งยืนมาก….”

พัฒนาสังคม

.             ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรมาแต่โบราณ การพัฒนาการเกษตรจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติมาทุกฉบับ แต่กระนั้นเกษตรกรไทยก็ยังต้องเผชิญปัญหาต่างๆ เช่น ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ จากการเร่งรัดพัฒนาชนบทในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศ และปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เมื่อประชากรที่อยู่ในภาคเกษตรอันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาวะทุกข์ ร้อน ก็ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความเจริญงอกงามของงานวัฒนธรรมที่ขึ้นกับวิถีความเป็น อยู่ของคนในสังคม ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทุ่มเทพระวรกายในด้านการเกษตรมาก เป็นพิเศษ ทรงเข้าใจข้อเท็จจริงอันเป็นเงื่อนไขในการพัฒนาประเทศ

.             พระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ คือ ทรงเน้นในเรื่องการค้นคว้า ทดลอง และวิจัย โดยทรงอุทิศพื้นที่บางส่วนในอาณาเขตพระราชฐานสวนจิตรลดาเป็นสถานีค้นคว้า วิจัยทางเกษตรทุกด้านมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ทรงศึกษากลไกการตลาด ศึกษาหลักการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เน้นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมากที่สุดพึ่งพิงธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และทรงโปรดที่จะแนะนำเกษตรกรให้ใช้เทคโนโลยีท้องถิ่นที่ไม่ซับซ้อน ทั้งหมดนี้ก็เพราะพระราชประสงค์ให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ในสภาพ “พออยู่-พอกิน” เช่น โครงการธนาคารข้าว โครงการสวนสาธิต โครงการโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โครงการตั้งฟาร์มโคนม การเกษตรทฤษฎีใหม่

ด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาทั้งในและนอกระบบ โรงเรียนจำนวนมาก เช่น จัดตั้งสถานศึกษา ส่งเสริมวิชาชีพครู ทุนพระราชทาน

ด้านการศาสนา ในสังคมพุทธเกษตรแบบไทยนั้น ศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการกำหนดบทบาทของงานวัฒนธรรม เพราะศาสนาเป็นวิถีประพฤติกรอบศีลธรรมจรรยา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของคนทั้งชาติ “ในประวัติศาสตร์ไทย พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ได้ระบุไว้ชัดแจ้ง ดังเช่นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ มาตรา ๗ บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมทำนุบำรุง ศาสนาเฉกเช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในอดีตดังนี้

๑. ด้านศาสนธรรม
๒. ด้านศาสนบุคคล
๓. ด้านศาสนวัตถุ
๔. ด้านศาสนพิธี

Advertisements

★ ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล–วันลอยกระทง

รู้จักประเพณี ลอยกระทง

.             ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีที่มาจาก คติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น

.             การลอยกระทงนิยมทำกันในวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ของทุกๆปี อันเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ประกอบกับเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เมื่อแสงจันทร์ส่องกระทบกับท้องน้ำ ก่อให้เกิดบรรยากาศงดงาม เหมาะแก่การลอยกระทงเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญที่สุด คงเป็นเพราะการกระทำการในคืนวันเพ็ญนั้น แสงจันทร์ส่องสว่าง ก่อให้เกิดความปลอดภัย และสะดวกในการทำกิจกรรม เนื่องจากในสมัยก่อน เรายังไม่มีไฟฟ้าใช้นั่นเอง

ความเป็นมาของประเพณีลอยกระทง

.             กล่าวได้ว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี จากหลักฐาน ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของสุโขทัยไว้ ซึ่งนักวิชาการต่างเห็นพ้องต้องกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็น งานวันลอยกระทง

.             นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงใน พระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งกล่าวถึงประเพณีลอยกระทงไว้ด้วย โดยได้กล่าวว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้า แห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทง สำหรับลอยประทีปรูปดอกบัวบานขึ้น เป็นคนแรก และประทีปรูปดอกบัวบานของ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ก็ยังคงรูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความหลากหลาย ในด้านของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแป้งขนมปัง ใบตอง กระดาษสา ฯลฯ ก็ตาม

.             วันลอยกระทงสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ กระทง ซึ่งปัจจุบันนี้ มีการอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการรณรงค์ ให้งดใช้ กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายยาก เช่น โฟม เป็นต้น และในกระทงนี้ นอกจากจะมี ดอกไม้ ธูป เทียน แล้ว ยังนิยมใส่ ผม เล็บ และเศษเหรียญ ลงไปด้วย เชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ไปในตัว

ตำนานการลอยกระทง

เพื่อบูชาพระจุฬามณี

.         เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ พร้อมนายฉันทะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่น้ำไปโดยสวัสดี

.         เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสให้นายฉันทะนำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร ทรงตั้งพระทัยปรารภจะบรรพชา โดยเปล่งวาจา “สาธุ โข ปพฺพชฺชา” แล้ว จึงทรงจับพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ได้นำผอบทองมารองรับพระเมาลีไว้ และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณีเจดียสถานในเทวโลก พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำแม้พระศรีอริยเมตไตรย เทวโพธิสัตว์ซึ่งในอนาคต จะมาจุติบนโลกและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งก็ยังเสด็จมาไหว้ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี จึงถือเป็นการไหว้บูชาพระศรีอริยไตรยด้วย

เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก

.         เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยพระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้งจำพรรษาจนครบ ๓ เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์ เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพุทธประสงค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับเทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำ การสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้ จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)

เพื่อบูชาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์

.         ยังมีพิธีการลอยกระทงตามคติพราหมณ์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ที่บรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร นิยมทำกันในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ หรือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เป็น ๒ ระยะ จะทำในกำหนดใดก็ได้

เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม

.         นิทานต้นเหตุเกี่ยวกับอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นนิทานชาวบ้าน กล่าวถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์ใกล้ฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปกากินแล้วหลงทานกลับรังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาตัวเมียซึ่งกกไข่อยู่ ๕ ฟองรอด้วยความกระวนกระวายใจ จนมีพายุใหญ่พัดรังกระจัดกระจาย ฟองไข่ตกลงน้ำ แม่กาถูกลมพัดไปทางหนึ่ง

.         เมื่อแม่กาย้อนกลับมามีรังไม่พบฟองไข่ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย ไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมอยู่ในพรหมโลก ฟองไข่ทั้ง 5 นั้นลอยน้ำไปในสถานที่ต่างๆ บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โคและแม่ราชสีห์ มาพบเข้า จึงนำไปรักษาไว้ตัวละ ๑ ฟอง ครั้งถึงกำหนดฟักกลับกลายเป็นมนุษย์ทั้งหมดไม่มีฟองไหนเกิดมาเป็นลูกกาตาม ชาติกำเนิดเลย กุมารทั้ง ๕ ต่างเห็นโทษภัยในการเป็นฆราวาสและเห็นอานิสงส์ในการบรรพชา จึงลามารดาเลี้ยงไปบวชเป็นฤาษีทั้ง ๕ ได้มีโอกาสพบปะกันและถามถึงนามวงศ์และมารดาของกันและกัน จึงทราบว่าเป็นพี่น้องกัน

ฤาษีทั้ง ๕ มีนามดังนี้
* คนแรก ชื่อ กกุสันโธ (วงศ์ไก่)
* คนที่สอง ชื่อ โกนาคมโน (วงศ์นาค)
* คนที่สาม ชื่อ กัสสโป (วงศ์เต่า)
* คนที่สี่ ชื่อ โคตโม (วงศ์โค)
* คนที่ห้า ชื่อ เมตเตยโย (วงศ์ราชสีห์)

.         ต่างตั้งจิตอธิษฐาน ว่าถ้าต่อไปจะได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ร้อนไปถึงมารดา ด้วยแรงอธิษฐาน ท้าวพกาพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก จำแลงองค์เป็นกาเผือก แล้วเล่าเรื่องราวแต่ทนหลังให้ฟัง พร้อมบอกว่าถ้าคิดถึงมารดา เมื่อถึงเพ็ญเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกา ปักธูปเทียนบูชาลอยกระทงในแม่น้ำ ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา แล้วท้าวพกาพรหมก็ลากลับไป

.         ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม แล้วเพื่อบูชารอยพระบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ส่วนฤาษีทั้ง ๕ ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้

* ฤาษีองค์แรก กกุสันโธ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันโธ
* ฤาษีองค์ที่สอง โกนาคมโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมน์
* ฤาษีองค์ที่สาม กัสสโป ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปะ
* ฤาษีองค์ที่สี่ โคตโม ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม
* ฤาษีองค์ที่ห้า เมตเตยโย ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย

.         พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์แรก ได้มาบังเกิดบนโลกแล้วในอดีตกาล พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ คือ พระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดบนโลกในอนาคต ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรย

เพื่อบูชาพระอุปคุตต์

.         การลอยกระทงเพื่อบุชาพระอุปคุตต์นี้ เป็นประเพณีของชาวเหนือและชาวพม่า พระอุปคุตต์เป็นพระอรหันต์เถระหลังสมัยพุทธกาล โดยมีตำนานความเป็นมาดังนี้

.         เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป มหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ “อโศการาม” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ หลังจากที่สร้างพระสถูปเจดีย์ถึง ๘๔,๐๐๐ องค์สำเร็จแล้ว พระเจ้าอโศกทรงมีพระราชประสงค์จะนำพระบรมสารีริกธาตุของสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปบรรจุในในพระสถูปต่างๆ และบรรจุในพระมหาสถูปองค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ และประดับประดาด้วยแก้วต่างๆ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาให้ปาฎลีบุตร อีกทั้งต้องการให้มีการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่เป็นเวลา ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน

.         แต่ด้วยเกรงว่าพญามารจะมาทำลายพิธีฉลอง มีเพียงพระอุปคุตต์ที่ไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลเพียงท่านเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถปราบพญามารได้ เมื่อพระอุปคุตต์ปราบพญามารจนสำนึกตัวหันมายึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้ว พระอุปคุตต์จึงลงไปจำศีลอยู่ในสะดือทะเลตามเดิม

.         พระอุปคุตต์นี้ไทยเรียกว่า พระบัวเข็ม ชาวไทยเหนือหรือชาวอีสานและชาวพม่านับถือพระอุปคุตต์มาก ชาวพม่าไม่ว่าจะมีงานอะไรเป็นต้องนิมนต์มาเช้าพิธีด้วยเสมอ ไทยเราใช้บูชาในพิธีขอฝนหรือพิธีมงคล ฯลฯ

การลอยกระทง

.             การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่งจะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่าง กันไป ส่วนใหญ่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน ๑๒ หรือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัวฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ ตามความเชื่อของแต่ละแห่ง

.             ประเพณีลอยกระทงไม่ได้มีแต่ในไทยเท่านั้น ที่จีน อินเดีย เขมร ลาวและพม่าก็มีการลอยกระทงคล้ายๆกับบ้านเรา จะต่างกันก็ตรงที่รายละเอียด พิธีกรรมและความเชื่อในแต่ท้องถิ่น

.             พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทงอาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดีและเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหลเพื่อขอบคุณแม่คงคาหรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมา ให้ความอุดมสมบูรณ์ และเมื่อเสร็จแล้วจึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำว่าได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว

.             ต่อมา เมื่อมีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อนเรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังมีการบวงสรวงตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ปรับให้เข้ากับความเชื่อของทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา แต่ที่สุดก็เหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงเป็นส่วนใหญ่

.             เหตุที่ทำกระทงเป็นรูปดอกบัวนั้น ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือตำนานนางนพมาศ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไทย หรือพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่า เป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลายตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูป เทียนนำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้นท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ พระสนมเอก (แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ปัจจุบันหลายชิ้นระบุว่า นางนพมาศไม่มีจริง) ก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น

.             เนื่องจากเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษที่ บานเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท เมื่อพระร่วงทรงรับทราบถึงความหมายดังกล่าวจึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน”

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

.             ตำนานการลอยกระทงตามความเชื่อของพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้นั้น ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหรือหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย
เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐานและบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไรก็ประกาศก้องว่า “บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติ ขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว” ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาคก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปีนางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอมและดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆมาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทงตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

.             กล่าวได้ว่าประเพณีการลอยกระทงถือเป็น คติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกนัยให้พุทธศาสนิกชินได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง

ประเพณีการบูชาลอยกระทง จากพระไตรปิฎก

.             ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณโดยมีตำนานการสืบทอดตามความเชื่อถือมากมายหลายประการ
นอกจากประเทศไทยแล้ว การลอยกระทงที่คล้ายๆ กับของไทยยังมีในประเทศจีน อินเดีย เขมร และ พม่า จะต่างกันก็เพียงพิธีกรรมและความเชื่อในแต่ละแห่งซึ่งแม้แต่ในประเทศไทยเราเองก็มีวัตถุประสงค์ความเชื่อ ความศรัทธาในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย เช่น

เชื่อว่าลอยกระทงเพื่อ
– บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
– บูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที
ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททา ในอินเดีย
– บูชาพระอุปคุตเถระ ที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล
ซึ่งตำนานเล่าว่าเป็นพระเถระที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้
– ต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
– แสดงความขอบคุณพระแม่คงคาซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ
– ขอขมาต่อพระแม่คงคาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป
– ระลึกถึงและส่งของไปให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ

.             จากความเชื่อหลากหลายนั้น ถ้าจะเชื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเอง ก็ขอให้ตั้งจิตลอยกระทงบูชาพระพุทธองค์ จึงจะเป็นเหตุแห่งบุญกุศลที่ดีที่สุด ซึ่งในวันลอยกระทงทุกๆปีก็ตรงกับวันพระ จึงควรถือโอกาส รักษาศีล สวดมนต์เจริญสมาธิวิปัสสนา เป็นปฏิบัติบูชาไปด้วย

[๔๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน
คือ อามิสบูชา ๑ ธรรมบูชา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การบูชา ๒ อย่างนี้แล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการบูชา ๒ อย่างนี้ ธรรมบูชาเป็นเลิศ ฯ
(อามิสบูชา บูชาด้วยสิ่งของ | ธรรมบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติ)

คำบูชากล่าวก่อนลอยกระทง
อะหัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุกายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุลิเน ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูชะยามิอะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัง ปูชา มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ

(จะกล่าวเฉพาะคำแปลก็ได้)

ไม่ต้องตรงทุกคำก็ได้ ขอเพียงในใจจริงเข้าใจเจตนาว่าทำอะไรเพื่ออะไร
.             ข้าพเจ้าขอน้อมบูชา รอยพระพุทธบาท ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทา โน้น ด้วยประทีปนี้ขอให้การบูชารอยพระพุทธบาทนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้า ตลอดกาลนานเทอญ..

๙. ปทีปวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปทีปวิมาน
[๙] พระมหาโมคคัลลานะถามว่า
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรือง ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เหมือนกับดวงดาวประกายพฤกษ์ ฉะนั้น ท่านมีผิวพรรณเช่นนี้เพราะบุญ
อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะ
อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีรัศมีสุกใสไพโรจน์ ล่วงเทวดาทั้งหลายเพราะ
บุญอะไร ท่านมีอวัยวะทุกส่วน***ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร
ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ อาตมาขอถามท่าน ครั้งท่านยัง
เป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และรัศมี
กายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะซักถามแล้ว มีใจยินดีได้พยากรณ์
ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกซักถามว่า
ในชาติก่อน ครั้งเมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก
เมื่อถึงเดือนมืดมาก ได้เวลาตามประทีป ดิฉันได้ถวายดวงประทีปอันเป็น
อุปกรณ์กำจัดความมืดให้เป็นทาน อันว่าผู้ใด ถึงเวลาเดือนมืดมาก
ได้เวลาตามประทีป ได้ถวายประทีปอันเป็นอุปกรณ์กำจัดความมืดให้
เป็นทาน วิมานอันมีแสงสว่างเป็นผล ประดับด้วยดอกไม้จันทน์ และ
บัวขาวอย่างมากมาย ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น ดิฉันมีผิวพรรณถึงเช่นนี้ เพราะ
การให้ประทีปเป็นทานนั้น อิฐผลสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ เพราะการ
ให้ประทีปเป็นทานนั้น อนึ่ง โภคทรัพย์ทั้งหลายอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง
ทุกอย่าง เกิดแก่ดิฉันเพราะการให้ประทีปเป็นทานนั้น เพราะการให้
ประทีปเป็นทานนั้น ดิฉันจึงมีรัศมีสุกใสไพโรจน์ล่วงเทวดาทั้งหลาย
มีสรีระร่างทุกๆ ส่วนสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพ
อันใหญ่ยิ่ง ดิฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งดิฉันยังเป็นมนุษย์ได้ให้
ดวงประทีปใดเป็นทานไว้ ด้วยการให้ประทีปนั้นเป็นทาน ดิฉันจึงมี
อานุภาพรุ่งโรจน์ถึงเช่นนี้ และรัศมีการของดิฉันจึงสว่างไสวไปทั่ว
ทุกทิศ.
จบ ปทีปวิมานที่ ๙
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๒๑๘ – ๒๔๗. หน้าที่ ๙ – ๑๐.

สูจิวิมานที่ ๑
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสูจิวิมานที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
[๕๘] วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด
๗๐๐ ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง
ไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?
เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุคคลให้
สิ่งใด ผลสิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ย่อมมีผลดีกว่าสิ่งที่ตนให้ ข้าพเจ้า
ได้ถวายเข็ม ๒ เล่ม การถวายเข็มนั้นแล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้
สมบัติอันประเสริฐ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น
ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.
จบ สูจิวิมานที่ ๘.
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๒๐๕๙ – ๒๐๗๑. หน้าที่ ๘๔.

.             บุคคลให้สิ่งใด ผลสิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ย่อมมีผลดีกว่าสิ่งที่ตนให้ ได้เพียงถวายเข็มสองเล่ม ด้วยใจปลาบปลื้ม ยังมีอานิสงส์ถึงเพียงนี้ การลอยกระทงก็อย่าดูแคลนว่าได้ผลน้อยอานิสงส์น้อย หากตั้งจิตถูกตรงไปบูชาพระรัตนตรัยอันทรงคุณไม่มีประมาณ ย่อมได้อานิสงส์ไพศาลเกินจินตนาการคิดเอา

.             ตำนานความเชื่อของศาสนาพราหมณ์บอกว่า พิธีลอยประทีปแต่เดิมทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า “ทีปาวลี”

โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทและการับเสด็จพระพุทธเจ้าดังที่กล่าวข้าง ต้น โดยมักถือเอาเดือน ๑๒ หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง ๒ เดือน)

.             ฝ่ายประเทศพม่าก็มีตำนานเหมือนกันว่า ครั้งหนึ่งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ ๘๔,๐๐๐ องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์ จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่ง คือพระอุปคุตช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย พระยานาครับปากและปราบพระยามารจนสำเร็จ พระเจ้าอโศกมหาราชจึงสร้างเจดีย์ได้สำเร็จสมพระประสงค์ แต่นั้นมาเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ คนทั้งหลายก็จะทำพิธีลอยกระทงเพื่อบูชาคุณพระยานาค
เรื่องนี้บางแห่งก็ว่า พระยานาคก็คือพระอุปคุตที่อยู่ที่สะดือทะเล และมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงปราบมารได้ และพระอุปคุตนี้เป็นที่นับถือของชาวพม่าและชาวพายัพของไทยมาก

.            ประเพณีลอยกระทง นอกจากจะมีคุณค่าต่อการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อพระผู้มีพระคุณแล้ว ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชม สังคม และศาสนาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญก็คือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆแห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองด้วย

ประเพณีลอยกระทง ไทยแต่ละภูมิภาค

.             ประเพณีลอยกระทงไทยแต่ละภูมิภาคต่างก็มีประเพณีปฏิบัติตามวิถีวัฒนธรรม และความเชื่อของท้องถิ่นนั้นกระทงที่นำมาลอยส่วน ใหญ่มักจะประดิดประดอยเป็นรูปดอกบัวบานอย่างสวยงามด้วยวัสดุซึ่งหาได้ในท้องถิ่น เมื่อถึงเวลาพลบค่ำบรรดาผู้คนต่างนำกระทงที่เตรียมไว้มาปักดอกไม้ จุดธูป เทียน แล้วปล่อยให้ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ บางคนก็ตัดผม และเล็บใส่ลงไปด้วยเพื่อให้เคราะห์ต่างๆลอยไปพร้อมกับกระทง บางคนก็ใส่เงินลงไปในกระทงเพื่อเป็นการให้ ทานบางคนโดยเฉพาะหนุ่มๆ สาวๆก็อธิษฐานขอพรให้สมหวังในความรัก หลังจากลอยกระทงเสร็จแล้วก็ชักชวน กันดูการละเล่นรื่นเริงบนฝั่ง เช่น การจุดพลุ ดอกไม้ดอกไม้ไฟ และมหรสพต่างๆ

.             ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้บุคคลจากภายนอกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่กระทบกระเทือน ถึงแก่นสำคัญของประเพณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงเข้ามาส่งเสริมให้เป็นกิจกรรมสำคัญทางการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ โดยมีจุดยืนในการคงความสมดุลย์ระหว่างการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมและการเผยแพร่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นแนวหลักเพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมอันดีงามของแต่ละท้องถิ่นเพียงพอในการเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนนั้นได้มากขึ้น

ประเพณีลอยกระทง ในที่ต่างๆ

๑. ประเพณีเทศกาลยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่

.             เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวล้านนาไทย และมีการตกแต่งโคมประทีปตามวัดและบ้าน การลอยกระทง ล่องสะเปา และ ปล่อยโคมทั้งโคมไฟและโคมควัน ขึ้นฟ้า เพื่อบูชาพระธาตุจุฬามณีบนสวรรค์ และการเล่นมหรสพรื่นเริงต่างๆ

๒. ประเพณีลอยกระทงสาย จังหวัดตาก

.             เป็นประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของจังหวัดตาก ใช้กะลามะพร้าวมาทำกระทงแล้วจุดไฟปล่อยให้ลอยเป็นสาย นับร้อยนับพัน ไหลไปตามร่องน้ำในลำน้ำปิง ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับสวยงาม ขบวนกระทงสาย มีกระทงผ้าป่าน้ำ นำขบวน ในแพผ้าป่าน้ำมีการใส่ หมาก พลู บุหรี่ ผลไม้ และ เศษสตางค์ เพื่อเป็นทานสำหรับคนยากจนที่เก็บได

๓. ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย

.             จังหวัดสุโขทัยริเริ่มจัดเป็นครั้งแรกในปี ๒๕๒๐ เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ปัจจุบันนี้งานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ เป็นงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก กิจกรรมในงานประกอบด้วยพิธีบวงสรวงพระแม่ย่า และพิธีสักการะพ่อขุนรามคำแหง การแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีไทย การประกวดโคมชัก โคมแขวน กระทงเล็ก กระทงใหญ่ การเล่นพลุ ตะไล ไฟพะเนียง งานข้าวขวัญวันเล่นไฟ มีการแสดงแสงเสียง เป็นต้น

๔. ประเพณีลอยกระทงกรุงเทพมหานคร

.             จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณคลองคูเมืองเดิม หรือ คลองหลอด เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
เป็นประเพณีที่ทำสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งโบราณกาลสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตภาคกลางที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ประเพณีลอยกระทงยังเป็น เป็นหนึ่งในพระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะต้องถือปฏิบัติเรียกว่า “พระราชพิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคมส่งน้ำ” ต่อมาเรียก “ลอยประทีป”

๕. ประเพณีลอยกระทงตามประทีป ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

.             จัดเป็นประจำทุกปีเพื่อย้อนบรรยากาศไปสู่ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยายังรุ่งเรือง เป็นประเพณีที่ทำสืบเนื่องกันมาแต่ครั้งโบราณกาลสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตภาคกลางที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ กิจกรรมในงานประกอบด้วย การประกวดอาหารไทย การจำหน่ายสินค้าศิลปาชีพ สินค้าอุปโภค บริโภค และตลาดน้ำจำลอง การจุดพลุ และโคมลอย

ภาคอีสาน จะตบแต่งเรือแล้วประดับไฟ เป็นรูปต่างๆ เรียกว่าไหลเรือไฟ

.             การลอยกระทงในภาคอีสาน เรียกว่าเทศกาลไหลเรือไฟจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ในจังหวัดนครพนม โดยการนำหยวกกล้วยหรือวัสดุต่างๆ มาตกแต่งเป็นรูปพญานาคและรูปอื่นๆ ตอนกลางคืนจุดไฟปล่อยให้ไหลไปตามลำน้ำโขงดูสวยงามตระการตา นอกจากนี้ยังมีประเพณีลอยกระทงในประเทศต่างๆ เช่นที่เขมร จีน อินเดีย โดยมีคติความเชื่อและประวัติความเป็นมาตรงกันบ้างแตกต่างกันไปบ้าง

ประวัตินางนพมาศ

นางนพมาศ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า

มีลอยกระทง มีนางนพมาศ มาดูประวัตินางนพมาศกันเถอะ

.             นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์

นางนพมาศ ได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย

เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วมีกลอนดอกสร้อยแทรก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ ๑ และ ไตรภูมิพระร่วง

เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย เช่น การประดิษฐ์ พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อว่า หนังสือ นางนพมาศ

และนางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วง มีอยู่ ๓ ครั้ง ดังนี้

.             ครั้งแรก เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก

.             ครั้งที่สอง ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู  นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี  ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน

.             ครั้งที่สาม นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้

นางนพมาศเป็นบุคคลที่ได้สมญาว่า “กวีหญิงคนแรกของไทย” ดังเช่นที่เขียนไว้ว่า

“ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วยงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฎชื่อแสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน ”

บทปฏิบัติของนางนพมาศ

“พึงให้ทราบว่า ข้าน้อยนพมาศ พึงกระทำกิจในสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงพระมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นที่ควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฏชื่อเสียงว่า เป็นสตรีนักปราชญ์ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน”

การประดิษฐ์โคมในพระราชพิธีจองเปรียง

“ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่าเป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน อันว่าดวงดอกชาติโกสุมประทุมมาลย์มีแต่จะแบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์ ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่า ดอกกระมุท ข้าพระองค์จึงทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุท ซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน”

เพลงที่เกี่ยวข้องวันลอยกระทง

เพลง รำวงวันลอยกระทง

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง

ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง

บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง

เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริง วันลอยกระทง

ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง

ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง

รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง

บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ

เพลง November,Full-Moon-shine

November full moon shine

Loy Krathong

Loy Krathong

And the water high

In the gold river and the Klong

Loy Loy Krathong

Loy Loy Krathong

Loy Krathong is here

And everybody full of cheer

We’re together at the Klong

Each one with his Krathong

As we push away we pray,

We can see a better day

ประโยชน์ คุณค่า และ ความสำคัญลอยกระทง

.             ลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของไทย ซึ่งมีการปฏิบัติตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น เช่น เพื่อให้ความเคารพ และขอบคุณน้ำที่อำนวยประโยชน์ต่าง ๆ ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ รวมทั้งเป็นการขอขมาน้ำที่มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์หรือ ทำความเสียหายแก่น้ำ เช่น ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงน้ำ หรือลอยเพื่อสะเดาะเคราะห์ ซึ่งประเพณีลอยกระทงก่อให้เกิดคุณค่าและความ สำคัญ ดังนี้

๑. คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การประดิษฐ์กระทงไปลอยเพื่อแสดงความสำนึกในบุญคุณของน้ำที่ให้คุณประโยชน์ แก่เรา
๒. คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน
๓. คุณค่าต่อสังคม ทำให้มีความเอื้ออาทรต่อกันและกันและเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการ ช่วยกันรักษาความสะอาดแม่น้ำ ลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ
๔. คุณค่าต่อศาสนา เป็นการช่วยกันรักษาและทำนุบำรุงศาสนา และสืบทอดประเพณีอันดีงามของไทยแต่โบราณ

กิจกรรมที่ควรอนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริม ในการลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทง มีกิจกรรมที่ควรอนุรักษ์ฟื้นฟูและส่งเสริมให้มีการถือปฏิบัติและสืบทอดต่อไป ได้แก่
๑. การทำความสะอาดแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังงานลอยกระทง เช่น ขุดลอกคูคลอง เก็บขยะหรือสิ่งปฏิกูลในแหล่งน้ำ จากนั้นก็นำกระทงไปลอยในแม่น้ำลำคลอง และทำพิธีระลึกบูชาคุณค่า ของน้ำ โดยการตั้งคำปฏิญาณที่จะรักษาแหล่งน้ำต่อไป
๒. การทำบุญให้ทาน ฟังเทศน์และถือศีลปฏิบัติธรรม ตามประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
๓. การรณรงค์ประดิษฐ์กระทงโดยใช้วัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย หรือเป็นวัสดุที่ใช้เป็นอาหารสำหรับ สัตว์น้ำ เช่น ปลา ได้
๔. การจัดขบวนแห่กระทง และการจัดกิจกรรมประกวดกระทง โคมลอย ไม่ควรให้ความสำคัญกับการประกวด นางนพมาศ มากเกินไปนัก
๕. การจุดดอกไม้ไฟ ควรจุดอย่างระมัดระวัง ในเวลา และบริเวณที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการเท่านั้น
๖. การละเล่นรื่นเริงตามความเหมาะสมตามประเพณีท้องถิ่นนั้น ๆ
๗. การรณรงค์ไม่ปล่อยน้ำเสียหรือสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงในแหล่

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันลอยกระทง

๑. นำกระทงไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง หรือตามแหล่งน้ำที่มีการจัดพิธี
๒. ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในวันลอยกระทง เช่น การประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ การละเล่นพื้นเมือง เช่น รำวง เพลงเรือ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย
๓. จัดนิทรรศการ หรือพิธีการลอยกระทง เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ประเพณีไทย
๔. จัดรณรงค์ให้มีการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาทำกระทง เพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะแก่แม่น้ำลำคลอง

๕ สิ่งที่ไม่ควรพลาด ในวันลอยกระทง

๑. ไปกับสาวๆ หนุ่มๆ
.             จะขาดหวานใจไปได้ยังไง กับเทศกาลโรแมนติกเช่นนี้ ชวนได้ทั้ง หนุ่มๆ แฟนสาวๆ ขอให้ไม่เกลียดหน้ากันก็พอ หรือจะไปเป็นหมู่คณะเพื่อนๆ ก็ไม่ว่ากัน จะได้ครื้นเครงหรรษามากขึ้น แต่แนะนำว่าไปกันสองคนน่ะเวิร์คสุด ริมน้ำใต้แสงจันทร์ นี่มันวันแห่งความหวานชัดๆ

๒. บริเวณปล่อยกระทง
.            ใครที่คิดจะลอยที่คลองเน่าๆ แถวบ้าน หรือแม่น้ำที่ลับตาไร้ผู้คน อันนี้เห็นจะปลีกวิเวกและไม่สนุกไปหน่อย เทศกาลเจ๋งๆ แบบนี้มันต้องมีบรรยากาศที่คึกคักกันสิ จะได้มีความรู้สึกร่วมไปด้วย โดยพี่มิ้งค์ขอแนะนำคร่าวๆ เช่นที่
สวนสันติชัยปราการ ตรงถนนพระอาทิตย์, สระในจุฬาฯ เป็นต้น

๓. รักธรรมชาติ
.             อย่าลืมว่าจุดสำคัญของการลอยกระทง เพราะนอกจากจะสืบสานประเพณีอันดีงามแล้ว ตามความเชื่อที่เล่าขานต่อกันมา ถือว่าเป็นพิธีในการขอขมาพระแม่คงคาอีกด้วย เพราะเราอาจเผลอไปทำอะไรไม่ดีไว้กับแม่น้ำลำคลองต่างๆ  ดังนั้น กระทงโฟม อย่านำไปลอยโดยเด็ดขาด ขณะที่กระทงจากต้นกล้วยก็ใช้เวลาพอตัว กว่าจะย่อยสลายเองตามธรรมชาติ กระทงที่น่าจะย่อยสลายเร็วที่สุด คือ กระทงที่ทำมาจากขนมปัง จะเลือกอะไรก็ได้ ตามใจน้องๆ แต่อย่าทำลายเจตนาในการไม่ทำลายธรรมชาตินะครับ

๔.ซึมซับบรรยากาศ
.             ซื้อกระทง – ลอย – กลับบ้าน ไม่เอาๆ เทศกาลดีๆ หนึ่งปีมีครั้งเดียวอย่างนี้ จะมาทำส่งๆ เสร็จๆ แล้วเผ่นกลับบ้านกันได้อย่างไร มันต้องซึมซับบรรยากาศกันสักหน่อย หลังจากที่เราลอยกระทงน้อยของเราไปสู่แม่น้ำแล้ว อาจจะนั่งดูผู้คนสนุกสนานไปกับเทศกาลตรงหน้า อาจพกกล้องถ่ายรูปสำหรับไปถ่ายภาพบรรยากาศก็ได้ หรือมองกระทงโยกเอนไปตามจังหวะกระแสน้ำก็เพลินไปอีกแบบ

“ท่ามกลางความมืดมิดของสายน้ำ มีจุดไฟสีเหลืองสว่างอร่ามอยู่ทั่วบริเวณ เหมือนท้องฟ้าที่สุกสกาวไปด้วยหมู่ดาวนับพัน” เหตุการณ์นี้มีวันเดียวของปีเท่านั้นนะจ๊ะ น้องๆ ลองชิมรสชาติบรรยากาศกันดู

๕. ทำใจสบายๆ
.               ไหนๆ ก็มางานเทศกาลดีๆ ทั้งที อย่าทำให้เสียอารมณ์ ด้วยการอารมณ์เสียเลย ไปเจอกระทงราคาแพงผิดปกติ ก็อย่าขี้บ่น ถือว่านานๆ ที ทำใจสบายๆ หรือ เห็นเด็กมาไล่เก็บกระทง เก็บเศษสตางค์ในกระทง พี่มิ้งค์ว่าก็อย่าไปไล่จิกด่า สาปแช่งให้จมน้ำตาย ถือเสียว่าเราได้ลอยสิ่งที่ไม่ดีออกจากตัวไปแล้ว จะไปหวงมันอีกทำไม

วันลอยกระทง อย่าลืม ๕ ข้อนี้นะจ๊ะ

I ♥ Long Live The KING

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

๏ น้อมเกล้าพระราชา
ผองไทยประชาชาติ
๏ อ้าองค์พระภูมี
ไพร่ฟ้าประชาคม
๏ ด้วยทรงพระเมตตา
กลางทรวงประชาไทย
พระบิดามหาราช
สดุดีและชื่นชม
สิริศรีสง่าสม
ดุจซ้องพระทรงชัย
กรุณาและโยงใย
ธ สถิตนิรันดร ๚


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาววรรณศิริ ภัทรสกลเกียรติ


• พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงมีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช


• พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา ๑๘ พรรษาเศษ


• ทรงเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถและหม่อมหลวงบัว กิติยากร ต่อมาวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเปล่งพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” หลังจากนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี


• พระราชพิธีบรรพชาอุปสมบทของในหลวง จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ ณ พระอุโบสถพระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงลาพระผนวชเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙ รวมระยะเวลาที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ ๑๕ วัน


• พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระปรมาภิไธย (ในพระสุพรรณบัฏ) ดังนี้คือ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” พระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมราชาธิราช


• ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช นับตั้งแต่ได้เสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์สุขของประชาราษฎร์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งในเมืองและชนบท ทั้งในป่าลึกและยอดเขา ไม่ว่าจะเป็นที่ทุรกันดารเพียงใดหากที่นั้นมีพสกนิกรอยู่แล้ว พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินถึงทุกแห่ง

ในการเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง พระองค์ทรงมีกล้องถ่ายภาพและแผนที่ ทรงถ่ายภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรในทุกพื้นที่และทุกภูมิภาค ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ของราษฎรเหล่านั้นโดยถ่องแท้ พระองค์จึงทรงพระราชทานพระราชดำริตั้งโครงการต่างๆ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาประเทศที่รัฐบาลทำอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ด้วยหลักการให้ประชาชนมีส่วนได้รู้จักช่วยเหลือตนเอง
ทวยราษฎร์ซาบซึ้งใจ … ด้วย “น้ำพระทัยจากในหลวง


►ประเพณีทางราชการ◄

วันฉัตรมงคล

๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ วันฉัตรมงคล

ความหมาย

.             ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ฉัตรมงคล” หมายถึง พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก

ประวัติความเป็นมาของการจัดพิธีบรมราชภิเษก

.             การจัดพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีการจัดขึ้นเพื่อต้อนรับประมุขของประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้ง พ่อขุนผาเมือง ได้อภิเษก พ่อขุนบางกลางหาว หรือพ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย ดังปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไท

.             ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระองค์ได้ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาติทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูพระราชพิธีพระบรมราชภิเษกให้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

.             พระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพิธีราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า ” พระบาท “นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ คำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร ๙ ชั้น

.             ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณ ในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นวันจุดเทียนชัย และวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นวันประกอบพิธีบรมราชาภิเษก

ประวัติความเป็นมา

.             พระราชพิธีฉัตรมงคลรัชกาลปัจจุบัน ตรงกับวันที่ ๕ พฤษภาคม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงทำพิธีพระบรมราชภิเษก เสด็จขึ้นครองราชเป็นลำดับที่ ๙ แห่งราชวงค์จักรี จึงถือว่า วันที่ ๕ พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันมงคลสมัย พสกนิกรและรัฐจึงได้ร่วมกันจัดพระราชพิธีขึ้นเรียกว่า ” รัฐพิธีฉัตรมงคล” บ้างก็เรียกว่า “พระราชพิธีฉัตรมงคล

.             ครั้งก่อน ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีพิธีนี้ คงมีแต่พนักงานฝ่ายหน้า ฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานสมโภชเครื่องราชูปโภค และตำแหน่งซึ่งตนรักษามา ในเดือนหก ทางจันทรคติ สมัยนั้นไม่ถือเป็นงานหลวง กระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาพิเษก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๔ แล้ว พระองค์ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษก เป็นมงคลสมัย ประเทศทั้งหลายที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองประเทศ ย่อมนับถือวันนั้น เป้นวันนักขัตฤกษ์ มงคลกาล ต่างก็จัดงานขึ้นเป็นอนุสรณ์ ส่วนในประเทศของเรายังไม่มี ควรจะจัดขึ้น แต่ประกาศแก่คนทั้งหลาย ว่าจะจัดงาน วันบรมราชาภิเษก หรือ งานฉัตรมงคล ผู้คนในขณะนั้น ยังไม่คุ้นเคย ย่อมไม่เข้าใจ จะต้องทรงอธิบายชี้แจงยืดยาว จึงโปรด ให้เรียกชื่อไปตามเก่าว่างานวันสมโภชน เครื่องราชูปโภค แต่ทำในวันคล้ายวันราชาภิเษก นิมนต์พระมาสวดมนต์ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉัน ที่พระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาท

.             ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเป็นคร้งแรก ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ จัดงาน ๓ วัน วันแรกตรงกับวันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นงาน พระราชกุศล ทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมริทรวินิจฉัย อุทิศถวายแด่พระบรมราชบุรพการี เป็นพิธีสงฆ์ พระสงฆ์สวดมนต์ แล้วพระราชาคณะ ถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณืพระบรมอัฐิ สมเด็จพระบรม ราชบุพการี วันที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล มีงานเลี้ยงพระ และสมโภชเครื่องราชกุธภัณฑ์ ตอนเที่ยง ทหารบก ทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด ในวันนี้ จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน เครื่องราช อิสริยาภรณ์ ตราจุลจอมเกล้า แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานด้วย

พระราชพิธีบรมราชภิเษก

สำหรับขั้นตอนพิธี ที่สำคัญแบ่งออกเป็น ๕ ลำดับดังนี้

๑. ขั้น เตรียมพิธี การตักน้ำและตั้งพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมุรธาภิเษก สำหรับน้ำอภิเษกนั้น แต่เดิมจะใช้น้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย หรือ ปัญจมหานที ในชมพูทวีป คือ คงคา ยมนา อิรวดี สรภู และมหิ แต่ในรัชกาลปัจจุบัน จะตักน้ำมาจาก สถานที่สำคัญ ๑๘ แห่ง และทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พุทธเจดีย์ ตามจังหวัดต่าง ๆแล้วส่งเข้ามาเจือปน เป็นน้ำมุรธาภิเษก

พระพุทธเจดีย์ ที่สำคัญทั้ง ๑๘ แห่ง มี

๑. พระพุทธบาท                      จังหวัดสระบุรี
๒. วัดพระศรีมหาธาตุ                  จังหวัดพิษณุโลก
๓. วัดมหาธาตุ                         จังหวัดสุโขทัย
๔. พระปฐมเจดีย์                      จังหวัดนครปฐม
๕. วัดมหาธาตุ                         จังหวัดนครศรีธรรมราช
๖. พระธาตุหริภุญชัย                  จังหวัดสำพูน
๗. พระธาตุพนม                       จังหวัดนครพนม
๘. พระธาตุแช่แห้ง                    จังหวัดน่าน
๙. บึงพระลานชัย                      จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๐. วัดมหาธาตุ                        จังหวัดเพชรบุรี
๑๑. วัดบรมธาตุ                        จังหวัดชัยนาท
๑๒. วัดโสธร                           จังหวัดฉะเชิงเทรา
๑๓. วัดพระนารายณ์มหาราช          จังหวัดนครราชสีมา
๑๔. วัดศรีทอง                         จังหวัดอุบลราชธานี
๑๕. วัดพลับ                           จังหวัดจันทบุรี
๑๖. วัดมหาธาตุ ไชยา                 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๑๗. วัดตานีณรสโมสร                 จังหวัดปัตตานี
๑๘. วัดทอง                            จังหวัดภูเก็ต

สำหรับน้ำมุรธาภิเษก จะเจือน้ำจากปัจมหานที ในอินเดีย และปัจจมหานที ในไทย คือ

๑. แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว จังหวัดอ่างทอง
๒. แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าชัย จังหวัดเพชรบุรี
๓. แม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดางดึงษ์ จังหวัดสมุทรสงคราม
๔. แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จังหวัดสระบุรี
๕. แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลบึงพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก

นอกจากนี้ ยังมีพิธีการ จารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพ และตราราชลัญจกร ในพระอุดบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย

๑. พิธีเบื้องต้น

มีการตั้งน้ำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระบรมราชาภิเษก

๒. พิธีบรมราชาพิเษก

.             เริ่มด้วยการสรงน้ำพระมุรธาภิเษก จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพร ราชอาสน์ ราชบัณฑิต และพราหมณ์ นั่งประจำ ๘ ทิศ กล่าวคำถวาย พระพรชัยมงคล ถวายดินแดนแต่ละทิศ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคุ้มครอง ในวันที่ ๕ พฤษภาคม อันเป็นวันประกอบพิธี บรมราชาภิเษก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสรงมุรธาภิเษกแล้ว ทรงเครื่องต้นเสด็จออกประทับเหนือ พระที่นั่งอัฐทิศภายใต้ สตปฎลเศวตฉัตร สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษก และพราหมณ์ ทำพิธี ถวายน้ำเทพมนต์ เวียนแปดทิศ สำหรับพระสุพรรณบัฏ ได้จารึก พระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวพระปรมิทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราชบรมนาถบพิตร” เมื่อถวายเครื่องราชกุธภัณฑ ์ต่าง ๆ แล้ว พระราชครู ถวามพระพรชัย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมี พระบรมราชโองการตอบ พระราชอารักษาแด่ประชาชนชาวไทยว่า  “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยขน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม”

๓. พิธีเบื้องปลาย


.             เสด็จออกมหาสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทน และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบทูลถวายพระพรชัยมงคล แล้วทรงมีพระบรมราชโองการตรัสตอบขอบใจทั่วกัน

๔. การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

.             เป็นการเสด็จพระราช ดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ซึ่งจัดเป็นราชประเพณี สำคัญพิธีหนึ่ง เมื่อเสด็จการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ทั้งนี้เพื่อให้พสกนิกรได้มีโอกาศชื่นชมพระบารมี

เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์

.             เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องทรงของพระมหากษัตริย์สยามตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ไทยรับประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์มาจากขอม ซึ่งรับทอดมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากลัทธิพราหมณ์ ที่มีพราหมณ์ (พระมหาราชครู) เป็นผู้กล่าวคำถวาย ตามคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จึงล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพทั้งสิ้น

.             ประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีปรากฏมา แต่ครั้งสมัยสุโขทัย และในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

.             ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอุดลยเดช ฯ ทรงเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องทรง ๕ ชนิด ดังต่อไปนี้

พระมหาพิชัยมงกุฎ

.             เป็นราชสิราภรณ์ แสดงสัญลักษณ์ยอดวิมานของพระอินทร์หรือเทพ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้พระราช สมบัติไปเที่ยวหาซื้อเพชร ได้เพชรเม็ดใหญ่จากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานนามว่า “พระมหาวิเชียรมณี” พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม
.             พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระแสงขรรค์ชัยศรี

.             เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงองค์นี้มีประวัติว่า เป็นของเก่า เดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมร ที่เมืองเสียมราฐ ชาวประมงทอดแหได้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๗ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เจ้าเมืองเสียมราฐ ได้นำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดอสุนีบาตตกในพระนครถึง ๗ แห่ง เช่นที่ประตูวิเศษไชยศรี และประตูพิมานไชยศรี ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญ พระแสงองค์นี้ผ่านไป ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าวจึงมี คำท้ายชื่อว่า “ไชยศรี” ทั้งสองประตู เช่นเดียวกับ ชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์
.             พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้ เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตร หนัก ๑.๓ กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว ๑๑ เซนติเมตร หนัก ๑.๙ กิโลกรัม พระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลาย พิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ธารพระกร

.             ของเดิมทำด้วยไม้ชัยพฤษ์ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสุกุล เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป แต่ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กลับเอาธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีก ยกเลิกธารพระกรเทวรูป เพราะทรงพอพระราชหฤทัยในของเก่า ๆ จึงคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์อยู่ต่อมา ธารพระกรมีความยาว ๑๑๘ เซ็นติเมตร
.             ธารพระกรนี้ เป็นที่นิยมตามราชสำนักอื่น ๆ เช่นกัน เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์โดยธรรม

วาลวีชนี (พัดและแส้)

.             พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล แต่ปิดทองทั้ง ๒ ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว ทั้ง ๒ สิ่งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้น “วาลวีชนี” เป็นภาษาบาลี แปลว่า เครื่องโบกทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้สร้างแส้ขนจามรีขึ้น และให้ใช้คู่กันไปกับพัดวาลวิชนี
.             วาลวีชนีเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระราชภาระกิจของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์ผู้ปัดเป่าภัยให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน

ฉลองพระบาทเชิงงอน

.             ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว ซึ่งหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุราช และเป็นที่อาศัยแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายทั่วแว่นแคว้นขอบขัณฑสีมา
.             ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ

.             เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์นี้ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามนเทียร ภายในพระบรมมหาราชวัง เดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและ เครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี โดยเลือกทำในเดือน ๖ เพราะมีพระราชพิธีน้อย จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่าวันพระบรมราชาภิเษก เป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็น ครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตน โกสินทร์ เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุปทาน และ พระราชพิธีฉัตรมงคล สืบมาจนปัจจุบันนี้

………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันฉัตรมงคล

๑.จัดสัมมนา/เสวนาทางวิชาการ ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีฉัตรมงคลและความสำคัญ
๒.รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีฉัตรมงคลและความสำคัญ
๓.ประดับธงชาติตามสถานที่ราชการและอาคารบ้านเรือน
๔.กิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสม

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันฉัตรมงคล

๑. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

๒. ร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

๓. น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวายชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วกาลยิ่งยืนนาน

.         เมื่อวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ 5 พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จึงควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุด มิได้