►ประเพณีทางราชการ◄

วันฉัตรมงคล

๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ วันฉัตรมงคล

ความหมาย

.             ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ฉัตรมงคล” หมายถึง พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก

ประวัติความเป็นมาของการจัดพิธีบรมราชภิเษก

.             การจัดพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพิธีการจัดขึ้นเพื่อต้อนรับประมุขของประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้ง พ่อขุนผาเมือง ได้อภิเษก พ่อขุนบางกลางหาว หรือพ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย ดังปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไท

.             ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระองค์ได้ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมของชาติทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูพระราชพิธีพระบรมราชภิเษกให้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

.             พระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพิธีราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า ” พระบาท “นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ คำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร ๙ ชั้น

.             ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณ ในวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นวันจุดเทียนชัย และวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นวันประกอบพิธีบรมราชาภิเษก

ประวัติความเป็นมา

.             พระราชพิธีฉัตรมงคลรัชกาลปัจจุบัน ตรงกับวันที่ ๕ พฤษภาคม เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงทำพิธีพระบรมราชภิเษก เสด็จขึ้นครองราชเป็นลำดับที่ ๙ แห่งราชวงค์จักรี จึงถือว่า วันที่ ๕ พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันมงคลสมัย พสกนิกรและรัฐจึงได้ร่วมกันจัดพระราชพิธีขึ้นเรียกว่า ” รัฐพิธีฉัตรมงคล” บ้างก็เรียกว่า “พระราชพิธีฉัตรมงคล

.             ครั้งก่อน ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังไม่มีพิธีนี้ คงมีแต่พนักงานฝ่ายหน้า ฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง จัดงานสมโภชเครื่องราชูปโภค และตำแหน่งซึ่งตนรักษามา ในเดือนหก ทางจันทรคติ สมัยนั้นไม่ถือเป็นงานหลวง กระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทรงกระทำพิธีบรมราชาพิเษก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๔ แล้ว พระองค์ทรงพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษก เป็นมงคลสมัย ประเทศทั้งหลายที่มีพระเจ้าแผ่นดินครองประเทศ ย่อมนับถือวันนั้น เป้นวันนักขัตฤกษ์ มงคลกาล ต่างก็จัดงานขึ้นเป็นอนุสรณ์ ส่วนในประเทศของเรายังไม่มี ควรจะจัดขึ้น แต่ประกาศแก่คนทั้งหลาย ว่าจะจัดงาน วันบรมราชาภิเษก หรือ งานฉัตรมงคล ผู้คนในขณะนั้น ยังไม่คุ้นเคย ย่อมไม่เข้าใจ จะต้องทรงอธิบายชี้แจงยืดยาว จึงโปรด ให้เรียกชื่อไปตามเก่าว่างานวันสมโภชน เครื่องราชูปโภค แต่ทำในวันคล้ายวันราชาภิเษก นิมนต์พระมาสวดมนต์ ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ รุ่งขึ้นพระสงฆ์ฉัน ที่พระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาท

.             ด้วยเหตุนี้จึงถือว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเป็นคร้งแรก ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ จัดงาน ๓ วัน วันแรกตรงกับวันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นงาน พระราชกุศล ทักษิณานุประทาน ณ พระที่นั่งอมริทรวินิจฉัย อุทิศถวายแด่พระบรมราชบุรพการี เป็นพิธีสงฆ์ พระสงฆ์สวดมนต์ แล้วพระราชาคณะ ถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณืพระบรมอัฐิ สมเด็จพระบรม ราชบุพการี วันที่ ๕ พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล มีงานเลี้ยงพระ และสมโภชเครื่องราชกุธภัณฑ์ ตอนเที่ยง ทหารบก ทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด ในวันนี้ จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทาน เครื่องราช อิสริยาภรณ์ ตราจุลจอมเกล้า แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานด้วย

พระราชพิธีบรมราชภิเษก

สำหรับขั้นตอนพิธี ที่สำคัญแบ่งออกเป็น ๕ ลำดับดังนี้

๑. ขั้น เตรียมพิธี การตักน้ำและตั้งพิธีเสกน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำอภิเษก และน้ำสรงมุรธาภิเษก สำหรับน้ำอภิเษกนั้น แต่เดิมจะใช้น้ำจากแม่น้ำ ๕ สาย หรือ ปัญจมหานที ในชมพูทวีป คือ คงคา ยมนา อิรวดี สรภู และมหิ แต่ในรัชกาลปัจจุบัน จะตักน้ำมาจาก สถานที่สำคัญ ๑๘ แห่ง และทำพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ ณ พุทธเจดีย์ ตามจังหวัดต่าง ๆแล้วส่งเข้ามาเจือปน เป็นน้ำมุรธาภิเษก

พระพุทธเจดีย์ ที่สำคัญทั้ง ๑๘ แห่ง มี

๑. พระพุทธบาท                      จังหวัดสระบุรี
๒. วัดพระศรีมหาธาตุ                  จังหวัดพิษณุโลก
๓. วัดมหาธาตุ                         จังหวัดสุโขทัย
๔. พระปฐมเจดีย์                      จังหวัดนครปฐม
๕. วัดมหาธาตุ                         จังหวัดนครศรีธรรมราช
๖. พระธาตุหริภุญชัย                  จังหวัดสำพูน
๗. พระธาตุพนม                       จังหวัดนครพนม
๘. พระธาตุแช่แห้ง                    จังหวัดน่าน
๙. บึงพระลานชัย                      จังหวัดร้อยเอ็ด
๑๐. วัดมหาธาตุ                        จังหวัดเพชรบุรี
๑๑. วัดบรมธาตุ                        จังหวัดชัยนาท
๑๒. วัดโสธร                           จังหวัดฉะเชิงเทรา
๑๓. วัดพระนารายณ์มหาราช          จังหวัดนครราชสีมา
๑๔. วัดศรีทอง                         จังหวัดอุบลราชธานี
๑๕. วัดพลับ                           จังหวัดจันทบุรี
๑๖. วัดมหาธาตุ ไชยา                 จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๑๗. วัดตานีณรสโมสร                 จังหวัดปัตตานี
๑๘. วัดทอง                            จังหวัดภูเก็ต

สำหรับน้ำมุรธาภิเษก จะเจือน้ำจากปัจมหานที ในอินเดีย และปัจจมหานที ในไทย คือ

๑. แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว จังหวัดอ่างทอง
๒. แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าชัย จังหวัดเพชรบุรี
๓. แม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดางดึงษ์ จังหวัดสมุทรสงคราม
๔. แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จังหวัดสระบุรี
๕. แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลบึงพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก

นอกจากนี้ ยังมีพิธีการ จารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพ และตราราชลัญจกร ในพระอุดบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย

๑. พิธีเบื้องต้น

มีการตั้งน้ำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระบรมราชาภิเษก

๒. พิธีบรมราชาพิเษก

.             เริ่มด้วยการสรงน้ำพระมุรธาภิเษก จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ไปประทับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพร ราชอาสน์ ราชบัณฑิต และพราหมณ์ นั่งประจำ ๘ ทิศ กล่าวคำถวาย พระพรชัยมงคล ถวายดินแดนแต่ละทิศ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคุ้มครอง ในวันที่ ๕ พฤษภาคม อันเป็นวันประกอบพิธี บรมราชาภิเษก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสรงมุรธาภิเษกแล้ว ทรงเครื่องต้นเสด็จออกประทับเหนือ พระที่นั่งอัฐทิศภายใต้ สตปฎลเศวตฉัตร สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษก และพราหมณ์ ทำพิธี ถวายน้ำเทพมนต์ เวียนแปดทิศ สำหรับพระสุพรรณบัฏ ได้จารึก พระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวพระปรมิทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราชบรมนาถบพิตร” เมื่อถวายเครื่องราชกุธภัณฑ ์ต่าง ๆ แล้ว พระราชครู ถวามพระพรชัย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมี พระบรมราชโองการตอบ พระราชอารักษาแด่ประชาชนชาวไทยว่า  “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยขน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม”

๓. พิธีเบื้องปลาย


.             เสด็จออกมหาสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทน และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบทูลถวายพระพรชัยมงคล แล้วทรงมีพระบรมราชโองการตรัสตอบขอบใจทั่วกัน

๔. การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร

.             เป็นการเสด็จพระราช ดำเนินเลียบพระนคร โดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ซึ่งจัดเป็นราชประเพณี สำคัญพิธีหนึ่ง เมื่อเสด็จการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ทั้งนี้เพื่อให้พสกนิกรได้มีโอกาศชื่นชมพระบารมี

เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์

.             เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ คือ เครื่องทรงของพระมหากษัตริย์สยามตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ไทยรับประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์มาจากขอม ซึ่งรับทอดมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากลัทธิพราหมณ์ ที่มีพราหมณ์ (พระมหาราชครู) เป็นผู้กล่าวคำถวาย ตามคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จึงล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพทั้งสิ้น

.             ประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยมีปรากฏมา แต่ครั้งสมัยสุโขทัย และในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

.             ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอุดลยเดช ฯ ทรงเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องทรง ๕ ชนิด ดังต่อไปนี้

พระมหาพิชัยมงกุฎ

.             เป็นราชสิราภรณ์ แสดงสัญลักษณ์ยอดวิมานของพระอินทร์หรือเทพ สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้พระราช สมบัติไปเที่ยวหาซื้อเพชร ได้เพชรเม็ดใหญ่จากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานนามว่า “พระมหาวิเชียรมณี” พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม
.             พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และพระมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระแสงขรรค์ชัยศรี

.             เป็นพระแสงราชศัสตราประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พระขรรค์ หมายถึงพระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง พระแสงองค์นี้มีประวัติว่า เป็นของเก่า เดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมร ที่เมืองเสียมราฐ ชาวประมงทอดแหได้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๗ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เจ้าเมืองเสียมราฐ ได้นำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดอสุนีบาตตกในพระนครถึง ๗ แห่ง เช่นที่ประตูวิเศษไชยศรี และประตูพิมานไชยศรี ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญ พระแสงองค์นี้ผ่านไป ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าวจึงมี คำท้ายชื่อว่า “ไชยศรี” ทั้งสองประตู เช่นเดียวกับ ชื่อพระขรรค์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณีใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์
.             พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้ เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕ เซนติเมตร ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตร หนัก ๑.๓ กิโลกรัม สวมฝักแล้วยาว ๑๑ เซนติเมตร หนัก ๑.๙ กิโลกรัม พระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลาย พิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ธารพระกร

.             ของเดิมทำด้วยไม้ชัยพฤษ์ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสุกุล เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป แต่ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กลับเอาธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีก ยกเลิกธารพระกรเทวรูป เพราะทรงพอพระราชหฤทัยในของเก่า ๆ จึงคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์อยู่ต่อมา ธารพระกรมีความยาว ๑๑๘ เซ็นติเมตร
.             ธารพระกรนี้ เป็นที่นิยมตามราชสำนักอื่น ๆ เช่นกัน เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์โดยธรรม

วาลวีชนี (พัดและแส้)

.             พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล แต่ปิดทองทั้ง ๒ ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว ทั้ง ๒ สิ่งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้น “วาลวีชนี” เป็นภาษาบาลี แปลว่า เครื่องโบกทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้สร้างแส้ขนจามรีขึ้น และให้ใช้คู่กันไปกับพัดวาลวิชนี
.             วาลวีชนีเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระราชภาระกิจของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์ผู้ปัดเป่าภัยให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน

ฉลองพระบาทเชิงงอน

.             ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว ซึ่งหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุราช และเป็นที่อาศัยแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายทั่วแว่นแคว้นขอบขัณฑสีมา
.             ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ

.             เครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์นี้ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น ๆ เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในหมู่พระมหามนเทียร ภายในพระบรมมหาราชวัง เดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและ เครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี โดยเลือกทำในเดือน ๖ เพราะมีพระราชพิธีน้อย จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่าวันพระบรมราชาภิเษก เป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็น ครั้งแรกใน พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตน โกสินทร์ เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุปทาน และ พระราชพิธีฉัตรมงคล สืบมาจนปัจจุบันนี้

………………………………………………………………………………………..

ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันฉัตรมงคล

๑.จัดสัมมนา/เสวนาทางวิชาการ ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีฉัตรมงคลและความสำคัญ
๒.รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีฉัตรมงคลและความสำคัญ
๓.ประดับธงชาติตามสถานที่ราชการและอาคารบ้านเรือน
๔.กิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสม

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติในวันฉัตรมงคล

๑. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ

๒. ร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

๓. น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยพร้อมเพรียงกัน กล่าวคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ถวายชัยมงคลให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมหามิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วกาลยิ่งยืนนาน

.         เมื่อวันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ 5 พฤษภาคม พสกนิกรชาวไทยทั้งหลาย จึงควรระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดช ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่ปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุด มิได้

Advertisements